เงินบาทเปิดเช้านี้แข็งค่าขึ้นที่ 33.12 บาท/ดอลลาร์ จับตา ตะวันออกกลาง- Fed
จับตาเงินบาท! สัปดาห์นี้ลุ้น 32.85–33.40 บาท/ดอลลาร์ ทอง-สงคราม-ดอกเบี้ย Fed ชี้ทิศทาง เปิดเช้านี้แข็งค่าขึ้นที่ 33.12 บาท/ดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.12 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.15 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.08-33.18 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามช่วงการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์
หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาดเป็นส่วนใหญ่ อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนกรกฎาคม ที่หดตัว 0.6%
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) เดือนสิงหาคม ได้ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 51 จุด แย่กว่าคาดเช่นกัน ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ถูกชะลอลง และมีจังหวะพลิกกลับมาอ่อนค่าบ้าง ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูงจนหนุนให้ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับการปรับตัวรีบาวด์แข็งค่าขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์
สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI ชะลอลงตามคาด อีกทั้ง ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ชะลอลงมากกว่าคาด ลดความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการของบรรดาเศรษฐกิจหลัก
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (USDTHB) แม้จะยังคงมีอยู่ แต่อาจชะลอลงบ้าง หลังเงินบาทได้พลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้างในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามจังหวะรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ และการปรับตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ทำให้ในช่วงระยะสั้น เงินบาทอาจมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่อาจเป็นไปอย่างจำกัด หรืออย่างน้อยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ตราบใดที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้กลับมาทวีความร้อนแรงขึ้น จนส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงผู้เล่นในตลาดไม่ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของบรรดาธนาคารกลาง โดยเฉพาะ Fed อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ เรามองว่าโฟลว์ธุรกรรมเกี่ยวกับทองคำยังคงส่งผลกระทบต่อเงินบาทพอสมควร ทำให้ต้องจับตาและระวังความผันผวนของเงินบาท จากการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ Fed และเราขอย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน
เรามองว่า หากเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกจำกัดแถวโซนแนวรับแรก ในช่วง 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.80 บาทต่อดอลลาร์ หรือบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน) ส่วนโซนแนวต้านจะอยู่ในโซน 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.50 บาทต่อดอลลาร์) ทั้งนี้ ควรติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินและส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายสัปดาห์ เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง แต่ใน Time Frame รายวัน เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้มแข็งค่า หรืออย่างน้อยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways จนกว่าจะพลิกกลับมาอ่อนค่าทะลุโซน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ อย่างชัดเจน แนวโน้มการแข็งค่าขึ้น ถึงจะกลับตัวเป็น แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk โดยเงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลง หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาแย่กว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ย ทว่า เงินดอลลาร์พร้อมกลับมาแข็งค่าขึ้น หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้น
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.85-33.40 บาท/ดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.00-33.20 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.13 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ระดับ 33.16 บาท/ดอลลาร์
ค่าเงินบาท เคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ โดยตลาดยังคงประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) พร้อมทั้งติดตามการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) และราคาทองคำอย่างใกล้ชิด
ตัวเลขยอดขายปลีกของสหรัฐลดลง 0.6% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 9 เดือน และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.1% เป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำในระยะสั้นให้กลับมายืน 4,375 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ซึ่งการปรับขึ้นของทองคําในช่วงนี้ ทําให้ค่าเงินบาทกลับมามีโมเมนตัมในทิศทางแข็งค่าในระยะสั้น
ตลาดรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสัปดาห์นี้ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2569 ของไทย ฟันด์โฟลว์ต่างชาติ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงบันทึกการประชุมเฟดรอบ 28-29 ก.ค. และการประกาศอัตราดอกเบี้ย LPR ของธนาคารกลางจีนรวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทวันนี้คาดกรอบการเคลื่อนไหวที่ 33.05-33.35 บาทต่อดอลลาร์ฯ
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 33.05-33.35 แนะนำ ทยอยซื้อ 33.05 ขาย 33.35
- EUR/THB 38.20-38.60 แนะนำ ทยอยซื้อ 38.20 ขาย 38.60
- JPY/THB 0.2060-0.2100 แนะนำ ทยอยขาย 0.2100
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB